พระบรมสารีริกธาตุ


     ก่อนที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพานได้รับสั่งกับพระอรหันต์สาวกผู้มี นามว่า พระควัมบดี ว่า ถ้าเมื่อถึงกาลที่พระองค์ได้ถึงดับขันธ์ปรินิพานแล้ว ให้ พระควัมบดี นำพระทนต์ทั้ง 33 องค์ (ฟัน) ไปมอบให้กับพระเจ้ามหาศิริมาลาอโศกา ผู้ครองดินแดนสุวรรณภูมิ และเมื่อถึงกาลดับขันธ์ปรินิพานขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระควับดี จึงได้ปฏิบัติตามพระกระแสรับสั่งขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยได้มอบพระทนต์ทั้ง 33 องค์ ให้กับ พระเจ้ามหาศิริมาลาอโศกา เมื่อทรงรับมอบแล้ว จึงได้มีพระกระแสรับสั่งให้นายทหารขุดบ่อน้ำขึ้นมา 2 บ่อ และสรงน้ำพระทนต์ทั้ง 33 ซีก ซึ่งบ่อน้ำนี้ก็ยังปรากฏอยู่จนถึงทุกวันนี้ที่ หมู่บ้านตะทอน รัฐมินยาง ประเทศพม่า


• ซึ่งหลังจากที่พระองค์ได้ทรงรับสั่งให้นายทหารขุดบ่อน้ำแล้ว ก็ยังทรงมีรับสั่งให้สร้างเจดีย์ที่ทำด้วยหิน 33 เจดีย์ เพื่อบรรจุ พระทนต์ ทั้ง 33 องค์ ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ในเจดีย์อีกด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. 236 พระเจ้าจุฬา ศิริมาลา อโศกา พระองค์เป็นผู้ที่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก และพระองค์ได้มีการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญคือ ได้มีการอัญเชิญพระทนต์ทั้ง 33 องค์ จากเจดีย์ทั้ง 33 แห่ง ที่พระเจ้ามหาศิริมาลาอโศกา ได้สร้างไว้ครั้งอดีต มาบรรจุหีบทองคำทั้ง 33 ใบ และนำไปเก็บไว้ในหอทองคำ ทั้ง 33 แห่ง ที่สร้างขึ้นใหม่

• และพระองค์ก็ทรงตรัสว่า “ถ้าหากว่าพระทนต์ทั้ง 33 องค์ ศักดิ์สิทธิ์จริง ก็ขอให้พระพุทธศาสนาได้เผยแพร่ไปทั่วโลก” และหลังจากนั้นหีบทองคำทั้ง 33 ใบ ก็ได้หายไป แต่ได้ถูกค้นพบในเวลาต่อมา ซึ่งได้กระจายไปทั่วในเขตแผ่นดินสุวรรณภูมิ และในเวลาต่อมาพระทนต์ 1 องค์ ได้ถูกค้นพบที่เจดีย์เก่าแก่ที่ได้พังลงมา ณ หมู่บ้าน ตะทอน รัฐมินยาง ประเทศพม่า และได้มีการเก็บรักษาจากรุ่นสุ่รุ่นมา จนกระทั่งได้มอบให้กับพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงองค์หนึ่งของพม่า ซึ่งมีนามว่า โคดานะ ซึ่งต่อมาท่านได้สร้างพิพิธภัณฑ์ พระบรมสารีริกธาตุ เพื่อต้องการเผยแพร่ พุทธศาสนิกชน ให้พุทธศาสนิกชนได้เข้ามากราบสักการะ พระบรมสารีริกธาตุ